ก่อนอ่านก็ตั้งคำถามว่า การเลือกหุ้นด้วยตัวเองมันง่าย ๆ จริงหรอ หรือ แค่ผู้เขียนตั้งชื่อพาดหัวดึงคนมาอ่าน
อ่านพอไปจนจบ พบว่า Concept และหลักการเล่มนี้ดูนำไปใช้ได้จริง แถมยังจุดประกายของเลือดนักลงทุนที่เคยเหือดแห้งไปเพราะความขี้เกียจในตัวผมให้กลับมาลุกโซนอีกครั้ง
“อยากหาหุ้น อยากรีเสิร์ชข้อมูลบริษัท ทำการบ้านแต่ละบริษัทในลิสต์ แล้วลงทุน “
สรุปง่าย ๆ มันคือเลือกหุ้นเพื่อลงทุนในมุมมองของผู้บริโภค สำรวจการพฤติกรรมของตัวเองในแต่ละเรากินอะไร ใช้อะไร เดินทางแบบไหน บริษัทรอบตัวนั่นแหละคือขุมทรัพย์แห่งการเลือกหุ้นเพื่อนำวิเคราะห์ลงทุนต่อไป
ถือเป็นเล่มที่อ่านจบแล้วพร้อมแนะนำใครก็ตาม ที่อยากลงทุนหุ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ก็อ่านเล่มนี้ แล้วเริ่มจากหุ้นที่กินหรือใช้ในชีวิตประจำวันไปเลยสิ
สุดยอดหุ้นคือหุ้นที่กำไรเป็นกอบเป็นกำในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น (แล้วบางทีหุ้นพวกนี้อาจเป็นสิ่งที่เรากำลังใช้อยู่ในทุกวันก็เป็นได้)
ลักษณะเด่นที่พบได้ในสุดยอดหุ้น
- มีอำนาจในการกำหนดราคา
- แบรนด์ดัง สินค้าที่เราคุ้นเคย
ขั้นตอนเลือกหุ้น
- สร้างรายากรกิจกรรมในชีวิต (สินค้าอะไรบ้างที่คุณซื้อ, กิน, ใช้ในชีวิต)
- ใช้ทุกวัน เช่น iphone(AAPL), Google(GOOGL)
- ใช้เป็นประจำ Amazon(AMZN)
- ใช้ไม่เป็นประจำ Netflix(NFLX)
- ใช้นาน ๆ ครั้ง Airbnb(ABNB)
- อยากได้ แต่ยังไม่มี Tesla(TSLA)
- จัดอันดับกิจกรรมในชีวิต ถามคำถามกับตัวเอง 5 ข้อในแต่ละกิจกรรมที่ใช้ข้างต้นว่า
- ใช้บ่อยไหม
- ชอบ/เห็นประโยชน์แค่ไหน
- หาอย่างอื่นแทนได้ไหม
- ถ้าเลิกทำแล้วจะเสียดายไหม
- คิดว่าจะใช้ไปอีกนานไหม
- (ข้อไหนตอบได้เชิงบวกให้ 1 คะแนน ตอบเชิงลบ -1 คะะแนน)
- จัดอันดับหุ้นจากกิจกรรมในชีวิต เอาคำตอบจากข้อบนมาจัดเรียงกิจกรรมที่ได้คะแนนสูงให้เป็นสีเขียว กิจกรรมที่ได้คะแนนรองลงมาให้เป็นสีเหลือง และกิจกรรมที่ได้คะแนนต่ำให้เป็นสีน้ำเงิน
- ลงทุนหุ้นจากกิจกรรมที่จัดไว้
- ลงทุนในหุ้นสีเขียว 85%
- ลงทุนในหุ้นสีเหลือง 15%
- ลงทุนในหุ้นสีน้ำเงิน 0%
- บริหารพอร์ตหุ้นจากกิจกรรม คอยทบทวนกิจกรรมแทนหุ้นที่เลือกทุก ๆ สามเดือนว่าเรายังชอบไหม หรือยังใช้งานอยู่หรือเปล่า
แล้วควรขายหุ้นตอนไหนดี ? บางบริษัทถือนานแล้วดี ในขณะที่อีกหลายบริษัทไปถึงจุดสูงสุดแล้วไม่เคยขึ้นสูงกว่านั้นอีกเลย
- ถ้าหุ้นสีเขียวลดลงมาเป็นสีเหลือง ขายออกครึ่งหนึ่ง
- ถ้าหุ้นจากสีเขียวหรือสีเหลืองลดเหลือเป็นหุ้นสีน้ำเงิน ขายทิ้งให้หมดพอร์ตไม่ต้องสนใจราคา
Rebalance portfolio ควรซื้อหรือขายหุ้นให้มีสัดส่วนเท่าเดิม ถือหุ้นสีเขียว 85% และถือหุ้นสีเหลือง 15%
ตัวอย่างการจัดพอร์ตของผู้เขียน Edward W. Ryan

หลักการลงทุนสำคัญ
- ลงทุนในบริษัทคุณภาพ มีกำไรสะสมยาวนาน เติบโตต่อได้ในอนาคต
- รู้เหตุผลว่าถือตัวนี้ทำไม หากไม่มีเหตุผลถือต่อก็ไม่ควรดันทะรุรังถือ
- ถือหุ้นทำกำไร ขายตัวที่ขาดทุน เมื่อวิเคราะห์แล้วสาเหตุไม่เป็นไปตามคาด
- ลงทุนระยะยาว ถือให้นานมากพอ หากธุรกิจยังโตได้ดีไม่มี สะดุด
- หาบริษัทพิเศษเจอให้เร็ว เริ่มจากการทำความเข้าใจ หาบริษัท แล้ววิเคราะห์
- ถือหุ้นใหญ่ใจต้องนิ่ง บางครั้งมีข่าวมากระทบต้องพิจารณาว่าระยะสั้นหรือยาว ถ้าไม่มีผลต่อปัจจัยพื้นฐานก็ปักใจถือต่อไป
- รับมือกับความผันผวน เพิกเฉยต่อราคารายวัน มองเป้าไกล
- ซื้อวิกฤต และเลี่ยงฟองสบู่ เรื่องยากที่ทำสำเร็จน้อยราย แต่เพราะน้อยนี่แหละจึงสำเร็จ ไม่ทำตามฝูงชน
” จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และจงกล้าในวันที่คนอื่นกลัว “
ความเห็นผู้อ่าน
วิธีการเล่มนี้ง่ายเหมาะแก่มือใหม่ โดยให้มุมมองการเลือกหุ้นเชิงคุณภาพ หุ้นที่กิน/ใช้ ในชีวิตประจำวัน แล้วไม่ต้องใช้สูตรคำนวณเยอะ
และมือเก๋าที่ลงทุนด้วยการอ่านแต่งบการเงิน สนใจเพียงตัวเลขเชิงปริมาณเพียงด้านเดียว ซึ่งอาจจะติดกับดักงบการเงินได้
ในขณะเดียวกัน ถ้าอ่านแล้วใช้เล่มนี้แล้วซื้อทันทีเหมือนก็มีจุดด้อยสามอย่าง
- มองเจอแต่บริษัท B2C ไม่เจอธุรกิจรูปแบบอื่น ๆ เช่น B2B
- ใช้หลักการเชิงคุณภาพเพียงอย่างเดียว ขาดการตัดสินใจในเรื่อง
- ราคาถูกหรือแพง
- การเลือกอาจมี bias เจือปน
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เราจะเห็นแต่หุ้นที่เรารู้จักดี ง่ายต่อการหาข้อมูล ง่ายต่อการวิเคราะห์ แต่หากอยากเข้าใจรอบด้านต้องมองทั้งเชิงคุณภาพ และพิจารณาเชิงปริมาณไปพร้อม ๆ กันด้วยก็อาจจะดีกว่า

Leave a comment